Back                                                                                                                                                            Next


Home

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สอนการแต่งเพลง - เรียนการแต่งเพลง - เรียนการประพันธ์เพลง
เรียบเรียงหลักสูตรการแต่งเพลง : น้าโอ๊ะ  คมกฤช  จันทราสา  
ผู้สอน : คมกฤช จันทราสา - สอนเดี่ยวตัวต่อตัว  เป็นเร็วและเก่งไว
ได้เคล็ดลับการปิ๊งไอเดียอย่างหลากหลายรูปแบบ



การแต่งเพลงท่อนที่หนึ่ง  การแต่งเพลงท่อนที่หนึ่งเริ่มจากการแต่งประโยคแรกโดยส่วนมากผู้แต่งจะใช้วิธีการเข้าเรื่องอย่างฉับพลันคือเข้าเรื่องเนื้อหาเลยจะไม่ยืดเยื้อให้เกิดการมากเรื่องมากพิธีและไม่ควรใช้อารัมภบทให้เกิดการสิ้นเปลืองพื้นที่โดยใช่เหตุให้หลีกเลี่ยงการใช้อารัมภบทเสียเพราะการแต่งเพลงมีพื้นที่เพียงไม่กี่ประโยคไม่กี่ บรรทัดและมีพื้นที่ให้จำกัดได้น้อยมาก  การอารัมภบทแนะนำกล่าวถึงความเป็นมาคือมีที่มาเป็นอย่างไรก็ซึ่งจะใช้พื้นที่ที่เสียไปโดยประมาณแล้วก็เกือบจะได้หนึ่งท่อนเลยทีเดียวและท่อนต่อไปก็ถึงเป็นการเข้าเรื่องเข้าเนื้อหาใจความ  หากผู้แต่งจำเป็นซึ่งต้องใช้การอารัมภบทก็ควรให้ย่อส่วนข้อความลงให้ใช้ได้เพียงแค่หนึ่งประโยคเป็นอย่างน้อยหรือได้มากสุดแค่สองประโยคเพียงแค่หนึ่งบรรทัดเดียวก็เพียงพอได้มากสำหรับการใช้อารัมบทเข้าเรื่อง  บางเพลงผู้แต่งโดยส่วนมากจะคัดตัดการอารัมภบทออกทิ้งเสียไปเลยคือจะไม่นิยมใช้การอารัมภบทเข้ามาสอดแทรกลงในบทเพลงเลยซึ่งจะไม่เหมือนกับการแต่งเขียนหนังสือที่มีพื้นที่หน้ากระดาษมากพอที่จะใช้การอารัมภบทอย่างไม่มีขีดข้อจำกัดซึ่งจะมีความแตกต่างกันมากกับการใช้พื้นที่ในการแต่งเพลงเพียงมีไม่กี่บรรทัดในหน้ากระดาษเดียวซึ่งถือได้ว่าการที่ผู้แต่งไม่เลือกใช้อารัมภบทเป็นสิ่งที่เหมาะสมและเกิดการลงตัวได้โดยการเข้าเรื่องเนื้อหาใจความกันเลยอย่างรวดเร็วฉับพลันกะทัดรัดและเข้าใจง่ายสะดวกและเรียบง่ายไม่มีพิธีรีตองกล่าวอ้างอิงกับเหตุสิ่งใดอาจถือได้เป็นการจัดการแก้ไขกับการใช้พื้นที่ในการแต่งเพลงของผู้แต่งเองให้เกิดมีการสมดุลได้ลงตัวทุกองค์ประกอบในสาระสำคัญที่เกิดขึ้นเป็นหัวใจเป็นวัตถุดิบที่ผู้แต่งได้กำลังเรียบเรียงแก้ไขแต่งเติมได้อย่างถูกต้องเหมาะสมได้ลงตัวด้วยความสมดุลสมบูรณ์แบบในสิ่งที่ควรจะเป็นที่เกิดขึ้นกับผู้แต่งซึ่งควรมีหลักสิ่งนี้ตรึกติดเกิดเป็นหลักวิชาอย่างตายตัวกับผู้แต่งเอง  การบริหารจัดการปันส่วนพื้นที่เพียงไม่กี่บรรทัดให้ได้มาซึ่งเนื้อหาที่เป็นบทเพลงได้ด้วยความคู่กับการบริหารจัดการข้อมูลให้เกิดขึ้นกันไปอย่างพร้อมๆกัน  เทคนิคการบริหารจัดการด้านแก้ไขเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะต้องเกิดมีกับผู้แต่ง  ผู้แต่งเองอาจได้ขีดฆ่าประโยคที่แต่งขึ้นมานั้นทิ้งไปหลายต่อหลายครั้งแล้วเกิดการแต่งนำข้อมูลเนื้อหาใส่เข้าไปใหม่จนเกิดการพอใจ  การจัดการแก้ไขข้อมูลคือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแทบทุกประโยคหรือเกือบเป็นได้แทบทุกคำด้วยซ้ำไป  ผู้แต่งจะเจอปัญหากับสิ่งนี้ให้ได้แก้ไขแต่งเติมทุกๆคำที่เกิดขึ้นอยู่ในประโยคทุกๆประโยค  การบริหารจัดการแก้ไขโดยส่วนใหญ่แล้วจะพบมากในการแก้ไขเนื้อหาข้อมูลมากกว่าการแก้ไขส่วนของพื้นที่ซึ่งใช้ในการแต่งเพลง  การเข้าเนื้อหาสาระในประโยคแรกของการแต่งเพลงผู้แต่งอาจได้ใช้ท่วงทำนองที่เรียบง่ายซึ่งจะไม่โดดเด่นได้มากสักเท่าไหร่ไปจนถึงประโยคที่สองที่สามและประโยคที่สี่คือผู้แต่งเริ่มแต่งได้สองบรรทัดและประโยคต่อไปผู้แต่งจะใช้ท่วงทำนองให้โดดเด่นฉีกออกไปจากเดิมได้เพียงเล็กน้อยเพื่อสร้างให้เห็นถึงความแตกต่างให้เกิดขึ้นถึงความรู้สึกที่ไม่ซ้ำกับท่วงทำนองเดิมในประโยคต่อไปจนกว่าจะครบหนึ่งท่อนของเพลง  หรือผู้แต่งอาจได้ใช้ท่วงทำนองที่เรียบง่ายเหมือนกันซึ่งทุกประโยคจะไม่พิถีพิถันปรุงแต่งใดๆในท่อนที่หนึ่งซึ่งถือเป็นเพียงท่อนที่เริ่มต้นก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกันให้ความเรียบง่ายไหลลื่นไปอย่างต่อเนื่องช้าๆ
การแต่งเพลงท่อนที่สอง   การแต่งเพลงท่อนที่สองจะเกี่ยวพันต่อเนื่องกันจากท่อนที่หนึ่ง  หากผู้แต่งเลือกใช้โครงท่อนเป็นประเภทใดในท่อนที่หนึ่งพอถึงท่อนที่สองก็ควรใช้โครงท่อนให้เหมือนกัน  ตัวอย่างเช่นผู้แต่งใช้โครงท่อนที่เรียบง่ายเป็นท่อนที่หนึ่งพอถึงท่อนที่สองก็ยกโครงท่อนที่เรียบง่ายของท่อนที่หนึ่งมาใช้เป็นท่อนที่สองคือลอกถอดแบบโครงท่อนมานั่นเอง  ตัวอย่างต่อไปผู้แต่งเลือกใช้โครงท่อนที่มีลักษณะของการฉีกตัวออกไปคือประโยคที่หนึ่ง  ประโยคที่สอง  ประโยคที่สาม  ประโยคที่สี่  ทั้งสี่ประโยคเหล่านี้ผู้แต่งจะใช้ท่วงทำนองให้เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายได้แค่สี่ประโยคหรือสองบรรทัดและประโยคบรรทัดต่อไปผู้แต่งจะใช้ท่วงทำนองที่ฉีกออกไปจากเดิมให้โดดเด่นขึ้นเพียงเล็กน้อยเพื่อสร้างให้เห็นถึงความรู้สึกที่แตกต่างซึ่งไม่ซ้ำกับท่วงทำนองเดิมคือเริ่มจากประโยคที่ห้า  ประโยคที่หก  ประโยคที่เจ็ด  และประโยคที่แปดก็จะครบได้รวมกันเป็นหนึ่งท่อน  โครงท่อนประเภทนี้จะมีลักษณะที่สวยงามกว่าโครงท่อนที่มีท่วงทำนองที่เรียบง่ายซึ่งจะเหมือนกันแทบทุกประโยค  โครงท่อนที่มีการฉีกตัวออกไปหากผู้แต่งเลือกใช้โครงท่อนประเภทนี้แต่งเพลงใช้เป็นโครงท่อนที่หนึ่งพอถึงท่อนที่สองให้ยกโครงท่อนที่หนึ่งทั้งหมดนี้มาใช้เป็นโครงท่อนที่สองก็คือการลอกถอดแบบโครงท่อนมานั่นเอง  ตัวอย่างต่อไปส่วนสาระข้อมูลท่อนที่สองจะเริ่มเข้มข้นขึ้นคืออยู่ในระหว่างเป็นตอนเรื่องให้น่าติดตามอย่างมีน้ำหนักขึ้นเพียงเล็กน้อยให้ได้รู้สึกว่ากำลังดำเนินเรื่องไปอย่างเข้าด้ายเข้าเข็มกันทีเดียวแต่ยังอยู่ในความจำกัดของท่อนหรือยังอยู่ในขอบเขตของท่อนที่มีความเรียบง่ายด้วยท่วงทำนองอยู่  ผู้แต่งอาจได้เปิดเผยสาระสำคัญให้ความหมายของเรื่องออกมาอย่างเป็นลำดับขั้นตอนที่ควรแก่การเหมาะสมคือท่อนที่สองเป็นเพียงท่อนที่กำลังไปสู่หัวใจของเพลงสิ่งที่ผู้แต่งได้ใช้พื้นที่ในการแต่งเพลงอยู่ในท่อนที่สองก็ย่อมรู้ดีว่าการออมสิ่งที่เป็นสาระความหมายของเรื่องควรเป็นเช่นไร  หากผู้แต่งใส่เนื้อหาสาระความหมายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องไว้อยู่ในท่อนที่สองมากเกินไปก็จะทำให้เรื่องราวข้อมูลอาจถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองโดยที่ท่อนต่อไปผู้แต่งจะหมดเนื้อหาสาระความหมายลงซึ่งจะไม่เหลือให้ได้ใช้ในสิ่งที่เป็นท่อนของหัวใจต่อไป  ดังนั้นการออมข้อมูลเนื้อหาสาระความหมายของเรื่องเป็นสิ่งที่สำคัญในการใช้แต่งเพลงที่อยู่ในระหว่างท่อนที่สองนี้ให้เหมาะสมเข้ากลมกลืนอย่างค่อยๆเป็นค่อยๆไป
การแต่งเพลงท่อนที่สาม  ท่อนที่สามซึ่งเป็นท่อนที่โดดเด่นด้วยความสวยงามแห่งท่วงทำนองได้ดีกว่าทุกท่อนอาจได้เรียกว่าเป็นท่อนที่ทำให้เกิดความคุ้นเคยได้ง่ายจดจำได้ง่ายคือส่วนท่อนที่แยกแตกออกไปหรือฉีกออกไปจากท่อนปกติเป็นท่อนที่สร้างท่วงทำนองขึ้นมาใหม่ที่ไม่ซ้ำกับรูปแบบของท่อนเดิม  โครงท่อนที่สวยงามด้วยท่วงทำนองซึ่งเป็นส่วนหัวใจของเรื่องเป็นท่อนที่เป็นหัวใจของข้อมูลและให้ความหมายเปิดเผยส่วนที่เป็นสิ่งสาระสำคัญของเรื่องรวมไว้ออยู่ในท่อนนี้ทั้งหมด  ตัวอย่างเช่นการสร้างทำนองให้โดดเด่นในท่อนที่สามหรือเป็นท่อนที่นิยมใช้เรียกกันว่าท่อนฮุกของเพลง  ประโยคแรกของท่อนฮุกผู้แต่งจะสร้างท่วงทำนองให้ฉีกออกไปจากเดิมจนเกิดเป็นลักษณะที่มีความแตกต่างให้ได้รู้สึกดีขึ้นด้วยความไหลลื่นอย่างพลิ้วไสวงดงามเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความหลงใหลซึ่งน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง  หากทำเช่นนี้ได้ทุกประโยคไปจนกว่าจะครบจบท่อนฮุกคือท่อนที่สามก็ถือว่าเป็นผู้แต่งที่ได้สร้างท่วงทำนองได้เป็นอย่างยอดเยี่ยมที่ครบสมบูรณ์แบบแต่หาได้น้อยมากที่จะสามารถทำให้เป็นไปได้เช่นนี้  โดยส่วนใหญ่แล้วความโดดเด่นในท่วงทำนองที่ฉีกออกไปหรือแตกออกไปนี้ผู้แต่งจะนิยมใช้กันเพียงแค่ประโยคที่หนึ่งถึงประโยคที่สองเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกว่าท่วงทำนองเกิดมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงออกไปก็สามารถสื่อให้รู้สึกว่าเป็นท่อนที่ไม่เหมือนใคร เป็นท่อนที่เป็นพระเอกกว่าทุกท่อน เป็นท่อนที่ดีกว่าทุกท่อน เป็นท่อนที่ทำให้เกิดความคุ้นเคยได้ดีกว่าทุกท่อน เป็นท่อนที่มีเสน่ห์กว่าทุกท่อน เป็นท่อนที่ผู้แต่งนิยมให้ความสำคัญ เป็นท่อนที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายโดยที่ไม่มีผู้แต่งผู้ใดจะปฏิเสธได้  แต่ก็ไม่เสมอไปในท่อนฮุกที่เรียกว่าท่อนที่สามประโยคแรกและประโยคต่อไปจนถึงสองบรรทัดแรกเพียงสี่ประโยคนี้ผู้แต่งอาจได้ใช้ท่วงทำนองที่เรียบง่ายต่อเนื่องติดต่อกันและใช้บรรทัดที่สามประโยคที่ห้าเป็นท่วงทำนองที่แยกแตกออกไปในลักษณะที่เกิดมีความเปลี่ยนแปลงขึ้นในช่วงหลังของท่อนก็อาจเป็นไปได้อีกเช่นกัน  ตัวอย่างต่อไปการนำเสนอใส่ข้อมูลสำคัญในท่อนที่สามคือหัวใจของเรื่องที่มาถึงให้ควรได้เปิดเผยอยู่ในท่อนที่สามคือจุดสุดยอดของเรื่องหรือจุดสูงสุดของเรื่องที่ควรได้ใช้หยิบนำข้อมูลเหล่านี้มาแต่งเสนอให้เห็นถึงความหมายของเหตุการณ์ซึ่งได้เกิดขึ้นเป็นที่เข้าใจในเนื้อหาที่ผู้แต่งได้แต่งมาทั้งหมดคือผู้แต่งแต่งท่อนที่หนึ่งนั้นก็ย่อมเปิดไพ่ใบที่หนึ่งออกมาให้เห็นผู้แต่งแต่งท่อนที่สองก็คือการเปิดไพ่ใบที่สองให้เห็น  ผู้แต่งแต่งท่อนที่สามนั่นก็คือการเปิดไพ่ใบที่สามออกมาคือไพ่ใบสุดท้ายซึ่งให้เห็นข้อมูลที่สำคัญเป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมดอาจจะสื่อให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นและควรจะเป็นซึ่งผู้แต่งได้กำหนดทิศทางให้ไว้อย่างมีเหตุมีน้ำหนักที่ให้ความหมายให้สาระสำคัญรวมไว้อยู่ในท่อนที่สามคือท่อนฮุกไว้ทั้งหมด  เพลงบางเพลงในบางครั้งผู้แต่งอาจแต่งท่อนที่สามคือท่อนฮุกหรือการเปิดไพ่ใบที่สามนี้ซึ่งผู้แต่งอาจไม่ได้ใช้ความเป็นสิ่งที่เป็นหัวใจของข้อมูลเนื้อหาสาระหรือความหมายที่ทำให้เกิดรู้สึกได้ว่าไม่ได้ถูกนำมาเปิดเผยอย่างที่ควรจะเป็นคือแต่งเรื่องผูกเรื่องราวที่ยังซ่อนเงื่อนงำเอาไว้อาจได้ปกปิดอยู่ หรือยังไม่ได้เปิดเผย หรืออาจจะไม่มีการเปิดเผยก็ย่อมเป็นไปได้อีกเช่นกัน  ผู้แต่งที่มีเจตนาปกปิดข้อมูลหรือปกปิดซ่อนเงื่อนงำเอาไว้อาจจะเป็นวิธีหนึ่งซึ่งผู้แต่งได้นำเอามาใช้กับการแต่งเพลงแต่ก็ไม่เป็นที่นิยมกันสักเท่าไหร่เพราะเพลงเป็นสิ่งที่ฟังแล้วเข้าใจได้ง่ายคือฟังแล้วเข้าใจเลยหรือเพลงที่ฟังแล้วต้องตีความหมายอีกทีว่าสื่อเจตนากล่าวถึงสิ่งใดซึ่งก็ถือว่าสลับซับซ้อนแต่ก็ยังเกิดความเข้าใจได้  หากเพลงที่มีเงื่อนงำหรือปกปิดเพื่อไม่ให้ได้รู้ไม่ให้เข้าใจปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นปริศนาอำพรางไว้คือทำให้เกิดเข้าใจยากหรือทำให้เกิดการไม่เข้าใจอาจจะเป็นทางเลือกวิธีใหม่ต่อไปซึ่งผู้แต่งได้เกิดการทดลองแต่งเป็นปริศนาไม่ให้เกิดความเข้าใจในบทเพลงและอาจเป็นที่นิยมอีกทางเลือกหนึ่งขึ้นมาก็เป็นได้เสมอไปในหมู่ของผู้ฟัง
การแต่งเพลงท่อนที่สี่  การแต่งเพลงท่อนที่สี่คือท่อนที่ต้องสรุปเรื่องการแต่งเพลงทั้งหมดรวมไว้อยู่ในท่อนที่สี่นี้ซึ่งจะมีพื้นที่ให้สรุปอย่างละเท่าๆกันกับท่อนที่ผ่านมา  การสรุปเรื่องผู้แต่งอาจได้กรองข้อมูลสำคัญไว้บางส่วนแล้วเข้าผสมผสานกับการแสดงทัศนะของผู้แต่งเติมใส่ลงไปในช่วงสุดท้ายที่ผู้แต่งแสดงความคิดเห็นให้ควรเป็นไปในทิศทางใดตามแต่ความเหมาะสมให้ดูกลมกลืนหรือฉีกแยกแตกออกไปก็เป็นไปได้เช่นกัน  โอกาสที่ผู้แต่งจะได้แสดงทัศนะในท่อนที่สี่ท่อนสุดท้ายนี้จะมีเพียงได้แค่สี่ประโยคหรือสองบรรทัดสุดท้ายเท่านั้นคือจะมีพื้นที่จำกัดให้ผู้แต่งสรุปให้ได้อย่างกระชับลงตัวนั่นเอง  การสรุปจบเรื่องจะมีวิธีจบได้หลายวิธีด้วยกันเช่น          
การสรุปจบแบบแสดงทัศนะให้แง่คิด  การจบด้วยวิธีนี้ผู้แต่งจะใช้สิ่งที่สื่อให้เห็นถึงเหตุที่ผู้ฟังควรได้ประโยชน์เป็นสิ่งที่รู้สึกได้ถึงความมีค่าให้เกิดการมีส่วนร่วมแสดงเจตนาให้ได้ตัดสินใจขึ้นมาเองโดยธรรมชาติซึ่งไม่ได้มีการบังคับจิตใจของผู้ฟังให้เป็นไปในทิศทางใดทางหนึ่งของบทเพลงซึ่งอาจจะมีการแฝงด้วยการให้ความหมายเป็นสิ่งที่เกิดแก่การต่อยอดของความคิดหรือการสานต่อความคิดหรือการทำให้เกิดการปะทุด้วยแรงจูงใจจากเหตุบางอย่างที่เกิดขึ้นทางความคิดให้ได้เกิดทางที่สว่างขึ้นในทิศทางที่ดีขึ้นมีหนทางที่คิดคาดว่าดีเป็นที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับในสิ่งที่คิดคาดไม่ถึงว่าการจบด้วยวิธีที่แสดงทัศนะให้แง่คิดมุมมองเช่นนี้จะมีประโยชน์เกิดแก่ผู้ฟังได้อย่างมากทีเดียว  บางครั้งอาจถือได้ว่าเป็นการได้รู้เพื่อสร้างบทเรียนอุทาหรณ์สร้างคติเตือนใจในสิ่งที่ผู้ฟังไม่ต้องได้ไปพบเจอเหตุการณ์ด้วยตนเอง  การแสดงทัศนะสรุปจบเพลงนี้จะนิยมใช้ให้เข้ากับเหตุที่สื่อให้เห็นถึงความเป็นกลางของเรื่องของเหตุให้มีเจตนาความหมายชี้ให้เป็นไปในทางบวกคือสิ่งที่ดีขึ้นนั่นเอง  และอย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ฟังจะมีความคิดความรู้สึกที่คล้อยตามด้วยการเจตนาอย่างที่เรียกว่าความน่ามหัศจรรย์ของผู้ฟังที่ทำให้เกิดเป็นการประสบสำเร็จซึ่งได้สะท้อนกลับมาให้กับผู้แต่งด้วยความภาคภูมิใจในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสมเหตุผล  บางครั้งการแสดงทัศนะที่มีเจตนาชี้ให้เห็นเป็นไปในทางลบอาจจะเป็นการสร้างให้เกิดความรู้สึกที่ขัดแย้งกันในทางความคิดต่อผู้ฟังได้  คือโดยธรรมชาติของบทเพลงที่ถูกแต่งขึ้นมาแล้วและเมื่อใดที่ผู้ฟังเพลงซึ่งย่อมมีความรู้สึกที่คล้อยตามเป็นไปในทางบวกมีความรู้สึกร่วมเป็นไปตามเพลงรวมอยู่ในเหตุการณ์เรื่องราวนั้นด้วย  แต่ตราบใดที่ผู้ฟังไม่มีความรู้สึกเช่นนี้ร่วมอยู่ในบทเพลงด้วยแล้วก็จะเกิดมีความรู้สึกขัดแย้งทางความคิดขัดแย้งทางอารมณ์และจะขัดแย้งทางเหตุผลขึ้นเป็นไปในทางลบโดยทันทีซึ่งจะมีผลต่อผู้ฟังให้รู้สึกต่อต้านขึ้นมาด้วยเหตุของอารมณ์และทัศนะที่เป็นไปในทางลบสะท้อนกลับมายังบทเพลงของผู้แต่งทันทีนั่นย่อมให้ความหมายว่าผู้แต่งได้ประสบสำเร็จในอีกมุมมองหนึ่งซึ่งมีความตรงกันข้ามที่ได้แสดงทัศนะให้เป็นไปในทางลบให้ผู้ฟังต่อต้านขึ้นโดยเป็นไปอย่างธรรมชาติของความรู้สึกนั่นเอง  
การสรุปจบแบบเรียบง่าย  คือการจบเรื่องที่ดำเนินเป็นไปอย่างธรรมชาติในสิ่งที่ควรจะเป็นและจะไม่เกิดการหักเหที่เจตนาบิดเบือนไปในทิศทางใดทางหนึ่ง  ตัวอย่างเช่นบางครั้งการสรุปจบเรื่องแบบเรียบง่ายนี้ผู้แต่งอาจจะสร้างวิธีจบด้วยการสอดแทรกสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ใส่เข้าไปซึ่งเจตนาสะท้อนให้รู้สึกถึงอารมณ์ที่ยังห่วงหาปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเครื่องเตือนให้รู้ว่าอาจจะยังเกิดขึ้นให้ได้เป็นจริงไปยังอีกฝ่ายหนึ่งให้พึงได้รู้และรับความรู้สึกนี้ไว้อาจจะเป็นสิ่งสัญญาเป็นเครื่องผูกมัดหรือการให้ความหวังด้วยการให้อดทนรอคอยว่าสักวันหนึ่งจะได้รับในสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแต่สิ่งดีๆที่จะปรากฏให้ได้เห็นเป็นจริงขึ้นอยู่ตรงหน้าอย่างครบครันและสมความปรารถนาของผู้ที่ประทานบันดาลให้นั่นเอง  การสรุปจบเรื่องแบบเรียบง่ายนี้ผู้แต่งจะนิยมกำหนดเรื่องคล้ายให้เกิดเป็นสิ่งทำให้ผูกพันด้วยการให้หรือบันดาลประทานสิ่งต่างๆออกมาเป็นคำพูดซึ่งอาจจะทำให้เกิดเป็นจริงได้ในวันหนึ่งหรือการจบเรื่องที่มีวิธีการดำเนินไปสู่อนาคตข้างหน้าคือหัวใจสิ่งสำคัญของการสรุปจบเรื่องที่ผู้แต่งจะนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายสืบเนื่องต่อกันมาและถือว่าเป็นวิถีทางที่ดีทางหนึ่งในการใช้จบเรื่องได้ดีเช่นกัน  ตัวอย่างต่อไปการจบเรื่องที่นำไปสู่อนาคตนี้ผู้แต่งอาจแสดงเหตุให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องของเรื่องราวได้อย่างเป็นไปทางธรรมชาติที่ควรจะจบด้วยการให้มุมมองเจตนาให้รู้สึกถึงภายภาคหน้าที่ควรจะเป็นไปหรือควรที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นได้อีกในอนาคตซึ่งอาจจะเป็นวิธีถูกนำมาเสนอให้เห็นในทิศทางต่อไปในภายภาคหน้า  ตัวอย่างต่อไปอาจจะใช้การจบด้วยวิธีปิดเรื่องราวให้สั้นที่สุดแค่กาลปัจจุบันซึ่งจะไม่มีสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงหาให้ความหวังต่อใครคนหนึ่งและจะไม่แสดงขยายมุมมองให้ไกลออกไปในทิศทางแห่งอนาคตแต่จะสรุปจบเรื่องลงด้วยเหตุแห่งสถานการณ์ปัจจุบันที่บ่งบอกถึงแต่ตอนนี้เวลานี้เท่านั้นซึ่งอาจจะเป็นการจบแบบกะทันหันจบแบบฉับพลันอาจจะทำให้รู้สึกว่าเป็นการที่รีบจบแบบไม่มีการสรุปใดๆให้ได้เกิดการเบาบางของเรื่องในสิ่งที่ควรจะเป็น 
การสรุปจบแบบหักมุม  ซึ่งเป็นการจบแบบเจตนาบิดเบือนหรือเบี่ยงเบนสถานการณ์ของเรื่องให้เป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นด้วยการจบเรื่องที่ถูกหักเหออกไปจากความเป็นจริงคือการจบที่ถูกสร้างเรื่องราวสร้างสถานการณ์ขึ้นมาใหม่ให้ฉีกออกไปด้วยความแตกต่างอย่างรู้สึกได้ชัดเจนมาก  ตัวอย่างเช่นผู้แต่งได้แต่งเพลงเกี่ยวกับการมีความรักเรื่องราวของความเป็นไปได้ด้วยสิ่งดีๆมาตลอดควรสรุปจบเรื่องด้วยความสมหวังแต่ผู้แต่งใช้วิธีจบแบบหักมุมคือต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกทอดทิ้งหรืออาจจะใช้ให้มีเหตุสร้างสถานการณ์ให้เปลี่ยนแปลงไปเพื่อมิให้คู่ทั้งสองได้สมหวังซึ่งกัน  การใช้วิธีจบแบบหักมุมนี้จะไม่ค่อยเป็นที่นิยมที่ผู้แต่งจะนำมาใช้จบกับบทเพลง สักเท่าไหร่เพราะการจบด้วยวิธีหักมุมหักเหเรื่องราวนี้จะไม่สามารถทำให้เกิดความประสบสำเร็จได้เพราะสถานการณ์และเรื่องราวถูกเจตนาให้สรุปจบเรื่องแสดงทัศนะให้ความหมายต่อความรู้สึกไปในทางลบให้ดิ่งจมลงเหมือนผู้ขับร้องกำลังร้องเพลงเกี้ยวพาราสีจีบสาวพลอดรักกันอย่างกะหนุงกะหนิงดูช่างน่ารักแต่ตอนจบกับทะเลาะเบาะแว้งถากถางด้วยคำพูดที่ต้องแยกทางทิ้งกันไป  หรือผู้ขับร้องกำลังร้องเพลงซึ่งให้กำลังใจผู้หญิงคนหนึ่งแต่พอตอนจบกลับย่ำยีซ้ำเติมผู้หญิงที่หมดหนทางต่อสู้ให้ความรู้สึกที่บอบช้ำนั้นจมลง  ดังนั้นการจบด้วยวิธีหักเหหักมุมนี้จะไม่เป็นที่นิยมต่อผู้ฟังเป็นอย่างยิ่งและก็จะไม่เป็นผลดีต่อผู้ที่ขับร้องด้วยเพราะผู้ใดที่ขับร้องเพลงซึ่งมีการจบแบบวิธีนี้จะถูกมองด้วยสายตาหลายๆคู่และนึกอยู่ในใจว่าผู้ที่ขับร้องเป็นคนใจไม้ไส้ระกำกะล่อนปลิ้นปล้อนได้ถึงเพียงนี้  แต่ถ้าผู้แต่งมองกลับหัวกลับหางกันก็จะเห็นวิธีอีกวิธีหนึ่งซึ่งอาจเป็นแนวทางใหม่ขึ้นมาทันทีโดยตั้งชื่อแนวทางมุมมองนี้ว่า  วิธีโจรกลับใจ  ผู้แต่งจะแต่งเรื่องราวไปในทางลบทั้งหมดทั้งมวลพอจบเพลงก็ใช้วิธีจบแบบหักมุมหักเหเรื่องราวให้สถานการณ์ดีขึ้นเป็นบวกในทางที่ดี  การจบที่เจตนาให้ความรู้สึกเช่นนี้ผู้ฟังยังพอรับได้และอภัยให้กันได้เรื่องใดๆร้ายๆที่ผ่านมาพอตอนจบได้กลับกลายมาเป็นดีเช่นอย่างนี้ย่อมไม่มีผู้ฟังคนใดให้ความรู้สึกที่ต่อต้านชิงชังหรอกมีแต่อนุโมทนาสาธุให้หลุดพ้นในสิ่งร้ายๆให้ดีขึ้นดีขึ้นซึ่งอาจจะเป็นวิถีทางหนึ่งให้ผู้แต่งได้ประสบสำเร็จในมุมมองของการกลับหัวกลับหางในการจบด้วยการหักมุมหักเหเรื่องราวนี้ก็เป็นไปได้